วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผิวแพ้ง่าย ก็กลับมา ‘สตรอง’ ได้

ผิวแพ้ง่าย ก็กลับมา ‘สตรอง’ ได้

ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่เพียงสร้างความหงุดหงิดรำคาญ แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวด้วย ลองสังเกตดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่


ผิวแพ้ง่าย ก็กลับมา ‘สตรอง’ ได้
ผิวบอบบาง แพ้ง่าย มักมีอาการแห้งกร้าน แห้งคัน เป็นผื่นแพ้ ไม่เพียงสร้างความหงุดหงิดรำคาญ แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวด้วย ลองสังเกตดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
1. หลังล้างหน้ามักมีอาการแห้งตึง มีขุยขาว คัน ทาครีมบำรุงอย่างไรก็ไม่หาย
2.  มักเกิดปัญหาผื่นแพ้ แสบแดง จากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือเพียงแค่เหงื่อออกก็แสบร้อน หรือเพียงโดนตะเข็บเสื้อหรือป้ายตรงคอเสื้อก็คันระคายเคือง
3. ผิวมักมีอาการระคาย คันยุบยิบจนนอนไม่หลับ
ผิวแพ้ง่ายอาจเกิดจากกรรมพันธ์ หรืออาจเป็นภาวะชั่วคราวก็ได้ โดย แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง ล้วนสามารถทำให้ผิวอ่อนแอลงจนเกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้นโดยเมื่อปราการของผิวอ่อนแอลงจะทำให้ความน้ำจากผิวระเหยออกไปได้ง่ายและสารก่อระคายเคืองต่างๆ สามารถผ่านลงไปได้มากกว่าปกติจนเกิดอาการไม่พึงประสงค์  โดยอาการแพ้มักพบบริเวณใบหน้าหรือข้อพับได้ง่ายกว่าส่วนอื่น การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ผสานกับการบำรุงที่เหมาะสมจะช่วยคืนความสมดุลในผิว เพิ่มเกราะคุ้มกันให้ผิวและลดอาการแพ้และอาการระคายเคืองได้
การดูแลผิวที่บอบบางแพ้ง่ายจะต้องเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดปัจจุบันมีอยู่มากที่ใช้สารชะล้างที่รุนแรงซึ่งทำให้ปราการของผิวอ่อนแอลงไปอีก ผู้มีผิวแพ้ง่ายหรือผู้ที่ต้องการดูแลผิวให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น สารชะล้างที่มีฤทธิ์แรง แอลกอฮอลล์ น้ำหอม หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ โดยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ดีควรใช้ส่วนประกอบคุณภาพดี  มีค่าความเป็นกรดด่างที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติในผิวและที่สำคัญคือทำความสะอาดได้อย่างหมดจดโดยไม่ทำให้ผิวแห้งจนเกินไป สามารถสังเกตได้จากหลังล้างหรือเช็ดหน้า หากมีความรู้สึกตึงบนใบหน้าอาจกล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นทำให้ผิวแห้งจนเกินไปได้
หลังทำความสะอาด อาจใช้โทนเนอร์เพื่อปลอบประโลมและผ่อนคลายผิว ทำให้ผิวสดชื่น เตรียมพร้อมรับการบำรุงในขั้นต่อไป ขั้นตอนการบำรุงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควรปราศจากสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และมีส่วนประกอบสำคัญที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการไม่สบายผิว คัน ระคายเคือง และสามารถเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างเหมาะสม
และแน่นอนว่าการป้องกันนั้นดีกว่าการรักษาเสมอ หลังการบำรุงอย่าลืมปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำ  นอกจากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดในระดับสูง ครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB แล้ว ควรพิจารณาเลือกเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับสภาพผิวและสภาพอากาศที่เราอยู่ สำหรับประเทศไทยนั้นจะเหมาะกับเนื้อสัมผัสที่บางเบาซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้งานผลิตภัณฑ์ได้จริง และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน ไม่มีส่วนประกอบที่ระคายเคืองผิว และช่วยให้ผิวแข็งแรง
แน่นอนว่าดูแลผิวแพ้ง่าย จนกลับมาสตรองแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตนเองให้สดชื่นแข็งแรงจากภายในอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ จะได้สตรองทั้งภายในและภายนอกเลยค่ะ
ขอบคุณที่มา : http://mamaclair.com/

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รู้ทันผิวติดสารสเตียรอยด์

รู้ทันผิวติดสารสเตียรอยด์

       หลายคนใจร้อน เมื่อผิวเจอปัญหารุมเล้า เช่น นอนดึกแล้วสิวขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ สิวก็มา เล่นกีฬาออกกำลังกายแพ้เหงื่อตัวเอง ผดก็ถามหา แพ้ครีมอื่นๆมาอีก สิวเห่อตรึม ทีนี้ก็ต้องหาครีมช่วยบำรุงผิว ให้หายจากปัญหาเหล่านั้น แต่โชคร้ายยิ่งนัก เพราะเราใจร้อน รออะไรนานๆไม่ไหว เช่น ครีมที่ปลอดภัย มักจะใช้เวลาอย่างน้อย 14-28 วัน กว่าจะฟื้นผิวให้แข็งแรง

แต่หลายคนชอบที่จะให้ผิวดีขึ้นภายในชั่วข้ามคืน หรือ ใช้ครีมตามกระแส ตามคำโษณาที่บอกว่า เพียง 1-2 วัน จุดด่างดำ ฝ้ากระ ผด หรือสิวหาย เกลี้ยง ก็หลงดีใจ แท้จริงแล้วครีมเหล่านั้นมีสารสเตียรอยด์ สารปรอท สารอันตราย ผสมอยู่ จึงเห็นผลไวในพริบตาเดียว  แต่หลังจากใช้สักพัก ครีมหมดกระทันหัน ไม่มีเวลาไปซื้อ เลยไม่ได้ใข้ต่อเนื่อง สักพักสิวเห่อมาเป็นขบวน หน้าพังอีก 1-2 ปี ใช้อะไรๆก็ไม่ดีขึ้น คราวนี้แหละกลุ้มเลยจร้า
 “ วันนี้พี่วิวจะพามาไขข้อข้องใจค่ะ ว่าสเตียรอยด์คืออะไร? ผลข้างเคียงกับผิวเรายังไงบ้าง “(สิวสเตียรอยด์)
จริงๆแล้ว สเตียรอยด์ คือ สารที่มีในร่างกายของเราอยู่แล้ว เป็นฮอร์โมนที่ถูกสร้างมาจากต่อมหมวกไต ซึ่งต่อมนี้ จะสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน เป็นฮอร์โมนเพศชาย เมื่อเราออกกำลังกาย หรือ ภาวะอื่นๆที่ร่างกายมีความเครียด วิตกกังวล มีบาดแผล ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร่างกายจะหลั่งคอติซอลมากขึ้น เพื่อควบคุมระบบเมตาบอริซึม นอกจากนั้นยังมีผลบรรเทาอาการอักเสบ เพราะมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ ระบบกระดูก จริงๆแล้วสเตียรอยด์ตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมีประโยชน์กับร่างกายมากเลยนะแต่ครีมที่ผสมสารสเตียรอยด์ เป็นพวกสเตียรอยด์สังเคราะห์ เมื่อเรามาใช้พร่ำเพื่อ หรือพูดง่ายๆ คือ คนขาย เจ้าของครีมที่ไม่มีจรรยาบรรณ เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ผิวหน้าติดสารอันตรายโดยไม่รู้ตัว หรือหลายคนก็รู้ แต่ก็ยังอยากจะใช้ต่อไป เพราะกลัวหยุดแล้วหน้าจะยื่งเห่อ

หลายคนชอบส่งอินบ๊อก หรือ ไลน์มาสอบถามพี่วิว ว่าช่วยดูให้หน่อยค่ะ/ครับ ว่าอาการแบบนี้ ใช่ผิวติดสารสเตียรอยด์มาหรือป่าว เบื้องต้นพี่วิวสรุปมาตามนี้นะคะ แต่ก็ยังต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย ถึงจะฟันธงได้ว่าผิวติดสารแน่นอนมั้ย
แต่หากเราตั้งหลักเร็ว หรือไหวตัวทัน แล้วหันมาดูแลผิวอย่างปลอดภัย ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรค่ะ เป็นได้ ก็หายได้สิคะ!! เอาล่ะ ไปดูกันเลย เบื้องต้นผลข้างเคียงของสารสเตียรอย มีจุดสังเกตยังไงบ้าง??

1. อาการผื่นแพ้สัมผัส(สิวสเตียรอยด์)
เช่น ใช้อะไรจากนี้ ก็แพ้มาเรื่อยๆ จากผิวปกติ กลายเป็น ผิวแพ้ง่าย ผื่นแพ้ขึ้นทุกวัน คันผิวยิบๆ ผื่นปื้นแดงทั่วหน้า เจอฝุ่นหรือมีปัจจัยอะไรมากระตุ้นก็แพ้ง่ายกว่าปกติค่ะ บางคนเป็นผื่นเกาะกลุ่มติดๆกัน คล้ายกับสิวอุดตันทั่วหน้าเลยค่ะ
สังเกตจากเวลาโดนแดด หน้าจะแดงง่าย บางคนแก้มแดงจ้ำเป็นวงใหญ่ๆ แสบผิว บางคนเจอสารสเตียรอยด์ชนิดเข้มข้นมาก ก็อาจแสดงผลข้างเคียงทำให้หน้าบางจนเห็นเส้นเลือดขึ้นหน้าเลยก็มีค่ะ
ปล.เส้นเลือดที่หน้าที่เกิดกับคนผิวขาว กับ เส้นเลือดชัดจากผิวบาง หมายความถึงคนละอย่างกันนะคะ
3. มีสิวผด(สิวสเตียรอยด์)
คันยุบยิบ ทั่วใบหน้า เกิดขึ้นหลังหยุดใช้ครีมอันตรายนั้น หลายคนคันหน้ามาก จนต้องรับประทานยาแก้แพ้ร่วมด้วย
4. มีสิวอักเสบเห่อขึ้นทั่วใบหน้า(สิวสเตียรอยด์)

บางเม็ดมีหัวหนอง บางเม็ดก็เป็นไตๆแดงๆ คล้ายสิวหัวช้างที่ไม่มีหัวสิวโผล่ขึ้นมา เจ็บหน้า ระบมไปหมด ขณะพักหน้า ไม่ใช้อะไรเลย แต่สิวก็ขึ้นมาทุกวัน เช่น เม็ดนี้ยุบ ก็ขึ้นเม็ดใหม่เรื่อยๆ สิวลามแก้ม ลงไปตามแนวกราม ลงมาที่คอเป็นปื้นใหญ่ๆก็เป็นได้
5. หลังจากหยุดครีมสเตียรอยด์แล้ว หน้าจะมันมากกว่าปกติ(สิวสเตียรอยด์)

ขนาดแค่ล้างหน้า ไม่ทาครีมอะไร หน้ายังมัน มากกว่าปกติ บางคนพื้นฐานเป็นคนผิวมันอยู่แล้ว ก็ยิ่งมันไปใหญ่เลยค่ะ  ซับหน้ามันวันละ 10 แผ่น ก็ไม่พอ
 6. หน้าแก่ก่อนวัย(สิวสเตียรอยด์)
หน้าหมองคล้ำมาก บางคนหน้าคล้ำกว่าลำคอเสียอีก ผิวเหี่ยว ริ้วรอย ตีนกามาเต็ม ร่องแก้มลึก เรียกได้ว่า หน้าเกินอายุไป 10 ปีเลย


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://mamaclair.com/

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ควรป้องกันอย่างไร

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ควรป้องกันอย่างไร

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ควรป้องกันอย่างไร
  1. การ “หลีกเลี่ยง” ปัจจัยซึ่ง “กระตุ้น” ทำให้ผื่นเห่อขึ้น ดังได้กล่าวแล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในส่วนของอาหาร หากทราบว่าอาหารชนิดใด (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคน) เป็นเหตุทำให้โรคกำเริบก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย
  2. ควรเลือกใช้ผ้าเนื้อโปร่งเช่นผ้าฝ้าย ไม่ควรใช้ผ้าขนสัตว์ หรือ หนานุ่ม เนื้อหยาบ การซักล้างผ้าและควรซักล้างผงซักฟอก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่มออกก่อน
  3. พยายามหลีกเลี่ยงอากาศ ร้อนจัด หนาวจัดเกินไป โดยเฉพาะนอนในห้องปรับอากาศซึ่งอุณหูมิเย็นจัด ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ หรือ อาบน้ำร้อนน้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูง เพราะผิวที่แห้งอยู่แล้วจะยิ่งแห้งมากขึ้นอีก หรือการอยู่ในที่ร้อนอบอ้าว, การออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกมากๆ
  4. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ระคาย ปราศจากน้ำหอม และอย่าฟอกสบู่บ่อยๆ ทำความสะอาดบ่อยๆ หรืออาบน้ำบ่อยๆ จนเกินไป สบู่ที่เคลือบผิวบางประเภทเมื่อล้างออกจะลื่นๆผิว ไม่ควรพยายามขัดหรือล้างให้ออกจนหมด
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ อัลกอฮอล์, ยาฆ่าเชื้อโรค, ยาแดง, ทิงเจอร์, ยาหม่อง, ด่างทับทิม ฯลฯ ใส่บริเวณผื่นหรือแผล โดยคิดว่าผื่นนั้นเป็นสิ่งสรกปรกหรือเชื้อโรค เพราะแทนที่จะดีขึ้นกลับทำให้มีการระคายเคืองมาก ทำให้ผื่นกำเริบหรือเห่อขึ้นได้
  6. การป้องกันความแห้งของผิว ใช้สารเคลือบผิว อาจเป็นโลชั่นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดผิวแพ้และปราศจากน้ำหอม, น้ำมันเคลือบผิว (ใช้ในเฉพาะกรณีผิวแห้งมาก) ควรทาโลชั่น ครีมบำรุงผิวชนิดไม่ก่อผิวแพ้ หรือ สารเคลือบผิวต่างๆ ภายในระยะเวลา 3- 5 นาทีหลังซับผิวหรือเช็ดตัวให้แห้ง โดยห้ามเช็ด ขัดหรือถูตัวแรงๆ
  7. ในกรณีทีมีอาการคันมาก แพทย์จะพิจารณาการให้ยาต้านภูมิแพ้ หรือยาแก้คัน บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงได้
  8. การใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อทาผื่น มีการใช้ยาหลายชนิด เช่นการใช้ยาสเตียรอยด์ครีม ซึ่งจะให้ผลการรักษาที่ทำให้ผื่นยุบได้เร็วได้ผลดีมาก แต่อาจกลับเป็นซ้ำขึ้นได้เร็วเช่นกัน  การใช้ยาชนิดนี้ต้องมีความระวังมากโดยเฉพาะชนิดของยาที่ใช้ และตำแหน่งที่จะใช้ยาทา หากใช้ไม่ถูกต้องอาจเกิดผลข้างเคียงตามมาได้ ซึ่งบางครั้งรุนแรง จึงไม่ควรซื้อยาทาในกลุ่มนี้ใช้เอง โดยทั่วไปแพทย์ผิวหนังจะใช้ยากลุ่มนี้อย่างระวัง เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดโดยยังคงประสิทธิภาพมากที่สุด
  9. ยาทาที่เป็นครีมกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งใช้เพื่อควบคุมการกำเริบของผื่น เป็นยาซึ่งใช้เพื่อลดผลข้างเคียงของยากลุ่มเสตียรอยด์ ยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยพอสมควร แต่มีราคาซึ่งแพงมาก แต่ข้อดีก็คือทำให้ลดการใช้ยาทาสเตียรอยด์ลง และเพิ่มระยะเวลาที่โรคสงบ ยาบางชนิดเวลาทาอาจจะรู้สึกร้อน หรือ ยิบๆ บริเวณที่ทายาได้
  10. ในบางครั้งจะเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมาได้ เช่นมีหนอง มีคราบน้ำเหลือง โดยเฉพาะเกิดตามหลังการเกาอย่างมาก แพทย์อาจจะใช้การดูแลแผลโดยใช้การประคบเปียก โดยใช้ผ้าก๊อส ชุบน้ำยาชะแผลปลอดเชื้อ, น้ำเกลือสำหรับล้างแผล ซับหมาดๆ ประคบบนผื่น เป็นเวลา 10 – 15 นาที วันละ สมถึงสี่ครั้ง อาจจะใช้ยาทา หรือ ยากินปฏิชีวนะร่วมด้วย
  11. สุขอนามัยส่วนตัว ควรตัดเล็บให้สั้น อย่าให้มีเล็บแหลมคม เพราะอาจจะเกาจนเกิดแผล หรือ แผลติดเชื้อร่วมด้วยได้
เพียงเท่านี้ เราก็จะลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ที่รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้แล้ว

ขอบคุณที่มา : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/80099.html

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วิธีเลือกเครื่องสำอางค์สำหรับผิวแพ้ง่าย


วิธีเลือกเครื่องสำอางค์สำหรับผิวแพ้ง่าย 






วิธีเลือกเครื่องสำอางค์สำหรับผิวแพ้ง่าย 

สาวๆที่ชื่นชอบให้การซื้อ สะสมเครื่องสำอางค์แต่ก็มีหลายคนที่แพ้ง่าย วันนี้เรามีวิธีเลือกเครื่องสำอางค์สำหรับสาวๆที่มีผิวแพ้ง่ายมาฝากกัน ซึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้ เพราะเราใช้เครื่องสำอางเพื่อความสวยงาม ควรใช้ เครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อประทินผิวหรือเพื่อใช้ทำความสะอาดผิวควรใช้ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ในบางคนอาจเกิดอาการแพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้ ผลิตภัณฑ์ที่พบมีการแพ้กันบ่อยๆ เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมรองพื้น ครีมกันแดดทาหน้า ลิปสติก สีทาเล็บ ยาย้อมผม ยาดัดผม ยาระงับกลิ่นตัว เกิดคำถามว่า ผิวแพ้ง่ายใช้ครีมอะไรดี หน้าแพ้ง่ายใช้ครีมอะดี ซึ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ได้แก่ น้ำหอม และสารกันบูด การแพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในคนที่ใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลายอย่าง หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลายชนิด ทำให้เพิ่มโอกาสการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจก่อการแพ้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น เช่น ในคนที่มีผิวแห้ง มีโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหนังบริเวณที่โดนทำลายด้วยแสงแดด และการดูแลผิวที่ผิด เช่น การใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ประจำ การอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนจัด หรือการอยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอุณหภูมิเย็นจัดตลอดเวลา เมื่อเกิดการแพ้จะมีอาการแสดงได้หลายอย่าง อาจเป็นผื่นแดง ตุ่ม เป็นสิว หรือผิวแห้งลอกเป็นขุย อาจมีอาการแสบร้อน คันยิบๆ โดยที่ไม่มีอาการแสดงทางผิวหนังให้เห็นเลยก็ได้ หรือผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายผิวหลังใช้ผลิตภัณฑ์ เราสามารถแบ่งกลุ่มของคนที่มีผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin) ที่ต้องใช้  เครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย ได้ 4กลุ่มตามลักษณะอาการ Acne Type: เป็นผื่นแพ้ชนิดที่กระตุ้นให้เกิดสิว โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหลังวัยรุ่นที่มีประวัติการใช้เครื่องสำอางหลายชนิด สำหรับคำถามที่ว่า  ผิวแพ้ง่ายใช้ครีมอะไรดี หน้าแพ้ง่ายใช้ครีมอะดี เครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย และ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ที่มีส่วนประกอบไม่มาก ได้รับการทดสอบว่าปราศจากสารก่อสิว (Comedogenicity) หลีกเลี่ยงการใช้ครีมรองพื้น Rosacea Type: จะมีอาการแสบร้อนที่ใบหน้า หน้าแดง อาจมีตุ่ม หรือเส้นเลือดขยายตัว อาการจะรุนแรงมากขึ้นถ้ามีปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศที่ร้อน แสงแดด ควรเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ที่มีส่วนประกอบที่ช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้ อย่างเช่น Zinc, Niacinamide, Licoride, Chamomile, Aloe Vera Stinging Type: จะมีอาการแสบร้อน คันยิบๆ บริเวณผิวหนังหลังใช้ผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีอาการแสดงทางผิวหนังให้เห็น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ AHA, Formaldehyde, Lactic Acid, Propylene glycol, Urea, Vitamin C Allergy Type: เป็นการแพ้ส่วนประกอบ หรือสารเคมีในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ดูแลผิว โดยเฉพาะในคนที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลายชนิดก็จะมีโอกาสสัมผัสกับสารก่อการแพ้ได้บ่อย และถ้าผิวหนังมีความผิดปกติอยู่แล้ว เช่น ผิวแห้ง หรือมีการอักเสบก็จะทำให้เกิดการแพ้ง่ายขึ้น น้ำหอมและสารกันบูดเป็นส่วนประกอบที่พบว่าแพ้ได้บ่อยที่สุด การทดสอบด้วยวิธี Patch Test จะสามารถช่วยบอกสารก่อการแพ้ได้ ถ้าสงสัยว่าเกิดอาการแพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่าง ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน (Soap-Free) ใช้ครีมสำหรับผิวแพ้ง่ายทาผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นชนิดที่ปราศจากน้ำหอม หรือสารกันบูด รอจนสภาพผิวกลับมาปกติแล้วค่อยลองใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทีละตัว ถ้าเกิดอาการผิดปกติให้หยุด ถ้าอาการหายไปหลังหยุดใช้แสดงว่าน่าจะแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้น หรืออาจทดสอบโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยทาบริเวณท้องแขนหรือบริเวณหลังหู เช้า-เย็น เป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ถ้าเกิดอาการแพ้ที่รุนแรงหรือเป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อรับการตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาใช้เองหรือเปลี่ยนเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไปเรื่อยๆและควรหันมาเลือกใช้ เครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย และ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย


ขอบคุณที่มา : http://eazyportal.com

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561

4 คลีนซิ่งก่อนล้างหน้าสำหรับผู้ชายเป็นสิว & ผิวมัน

4 คลีนซิ่งก่อนล้างหน้าสำหรับผู้ชายเป็นสิว & ผิวมัน

การทำความสะอาดผิวหน้า มีผลต่อการเกิดสิวอย่างไม่ต้องสงสัย หากล้างหน้าไม่สะอาดผิวอาจเกิดการอุดตัน ทำให้เป็นสิวอุดตันโดยไม่รู้ตัวได้ การใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดผิวก่อนล้างหน้า เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ชายเป็นสิวผิวมัน ว่าแต่มีคลีนซิ่งตัวไหนเหมาะกับผิวมันๆอย่างพวกเราบ้างนะ คลีนซิ่ง 4 ตัวนี้คือคำตอบครับ

1. Bioderma sebium h2o ฝาเขียว


คลีนซิ่งสูตรน้ำสำหรับคนเป็นสิวที่น้อยคนไม่รู้จัก นิยมเรียกว่า Bioderma ฝาเขียว เป็นสูตรสำหรับคนเป็นสิวและผิวมันโดยเฉพาะ ช่วยขจัดความมันส่วนเกินได้ดี โดยไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึง ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำมัน สารสบู่ และสารที่ก่อให้เกิดการอุดตันผิว ช่วยลดการสะสมของเซลผิวที่ตาย และลดความันสะสมได้เป็นอย่างดี ทำความสะอาดผิวได้ดี ล้างครีมกันแดด แป้ง รองพื้นสะอาด แต่ถ้าเป็นอายไลเนอร์หรือมาสคาร่าแบบกันน้ำ คงต้องเช็ดหลายทีกว่าจะออก แต่คงไม่ใช่ปัญหาเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ใช้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Bioderma ฝาเขียว เป็นโทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าได้อีกด้วย 
ราคา
ขนาด 500 ml ราคา 1,250 บาท 
โดยรวมแล้ว Bioderma sebium h2o เหมาะกับคนผิวมันมากกว่าคนผิวแห้งหรือแพ้ง่าย คนผิวแพ้ง่ายบางคนบอกว่า เวลาใช้จะรู้สึกคันหน้ายิบๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับบางคนไม่ใช่ทุกคน คนใช้แล้วดีช่วยลดการเกิดสิวอุดตันมีเยอะ คนใช้แล้วแพ้หรือไม่ชอบก็มี เป็นธรรมดาของผลิตภัณฑ์บนโลกใบนี้ จัดเป็นคลีนซิ่งที่ผู้ชายไม่ควรมองข้ามครับ

2. Bifesta Cleansing Lotion Acne Care


คลีนซิ่งของ Bifesta เป็นคลีนซิ่งอีกหนึ่งยี่ห้อที่คนเป็นสิวนิยม โดยเฉพาะตัวนี้สร้างขึ้นมาเพื่อคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ น้ำหอม สี และสารกันเสียจำพวกพาราเบน มีส่วนผสมของสารช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุการเกิดสิว และมีส่วนผสมของสารบำรุงผิวอย่าง Hyaluronate ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยให้หน้าไม่แห้งตึงหลังเช็ดทำความสะอาด เช็ดแล้วไม่แสบหน้า เหมาะกับเครื่องสำอางทั่วไปที่ไม่ใช่แบบกันน้ำ โดยรวมแล้ว Bifesta Cleansing Lotion Acne Care เป็นคลีนซิ่งสูตรน้ำที่เหมาะกับผิวผู้ชายเป็นสิวมากตัวหนึ่ง 
ราคา
 ขนาด 300 ml ราคา 390 

3. Eucerin Dermopurifyer Acne & Make-Up Cleansing Water


คลีนซิ่งสูตรน้ำสำหรับคนเป็นสิวของ Eucerin ตัวนี้ เพิ่งออกมาไม่นานแต่ได้รับการตอบรับที่ดี ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สารกันเสียในกลุ่มพาราเบน และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว สามารถทำความสะอาดเครื่องสำอางได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รองพื้น แป้งพัฟ กันแดด อายไลเนอร์ คอนซีลเลอร์ หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางแบบกันน้ำ ก็สามารถเช็ดออกได้ไม่มีปัญหา จัดเป็นคลีนซิ่งสูตรอ่อนโยนที่เหมาะกับคนเป็นสิวตัวหนึ่ง 
ราคา
 ขนาด 200 ml ราคา 900 บาท 

4. Alovivi Purevivi Cleansing Lotion


คลีนซิ่งสำหรับคนเป็นสิวน้องใหม่จากญี่ปุ่น Alovivi Purevivi Cleansing Lotion เป็นคลีนซิ่งสูตรน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ สี พราราเบน สารสบู่ มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ และ Hyaluronate ช่วยรักษาความชุ่มชื้นหลังเช็ด ไม่ทำให้ผิวแห้งมากไป เช็ดเครื่องสำอางพื้นฐานออกดี แต่ไม่เหมาะกับแบบกันน้ำสักเท่าไร เช็ดใกล้ตาอาจรู้สึกแสบตาควรระวังจุดนี้เอาไว้ด้วย โดยรวมแล้วเป็นคลีนซิ่งที่ผู้ชายเป็นสิวไม่ควรมองข้าม เพราะ
ราคา
 ขนาด 500 ml. ราคา 590 บาท เท่านั้น 
หาซื้อได้ที่ 
watson , boots และร้านเครื่องสำอางชั้นนำทั่วไป
ผู้ชายเป็นสิวบางคนใช้แค่โฟมล้างหน้าก็สามารถล้างหน้าสะอาด แต่สำหรับบางคนอาจต้องการการทำความสะอาดที่มากกว่านั้น การใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดผิวก่อนล้างหน้า เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ หากผิวหน้าสะอาด การอุดตันน้อยลง ปัญหาสิวอุดตันสิวอักเสบก็จะน้อยลงตามไปด้วย ใครไม่มั่นใจในการล้างหน้าของตัวเอง อย่าลืมใช้บริการคลีนซิ่งนะครับ มันช่วยได้จริงๆ
ขอบคุณที่มา : http://www.manacne.com/cleansing-for-men/

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ผิวแพ้ง่าย ผิวแพ้ง่ายคืออะไร

ผิวแพ้ง่ายคืออะไร

ความไวของผิวสามารถเป็นไปตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเรื้อรัง ซึ่งทำให้เกิดอาการไม่สบายผิวและมีอาการตึงเกิดขึ้น


ผิวแพ้ง่ายคืออะไร?

ไม่ว่าคุณจะมีผิวแบบไหนก็ตาม ปัจจัยจำเพาะบางอย่างก็อาจกระตุ้นหรือนำไปสู่อาการแพ้ได้: ผิวของคุณอาจตอบสนองอย่างรุนแรงโดยที่คุณอาจคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นก็ตาม…
ผิวที่แพ้ง่ายตามธรรมชาติ : ได้แก่ผิวที่บาง ขาว และบ่อยครั้งอาจแห้งเล็กน้อย; ส่วนบนของผิวอาจจะดูเป็นเกล็ดๆ และรอยแดงได้ง่าย (ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาการผิวแดงชนิดรุนแรง)
ผิวแพ้ง่ายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า: ได้แก่ ความหนาว แสงแดด สายลม และสารทำความสะอาด หรือสารให้ความชุ่มชื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำร้ายผิวของคุณได้ นอกจากนี้ผิวของคุณอาจตอบสนองอย่างรุนแรง ต่อกระบวนการลอกผิวหรือการใช้เลเซอร์กับผิว
ผิวแพ้ง่ายชนิดครั้งคราว: ได้แก่โรคทางผิวหนังเช่น โรคต่อมไขมันที่รูขุมขนอักเสบ สิวโรซาเชีย…..ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถไปเพิ่มความไวของผิวยิ่งขึ้นไปอีก

ความไวต่อสิ่งเร้าของแต่ละสภาพผิว
ผิวที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง : อาการปวดหน่วงๆ (pulling) และรู้สึกไม่สบายผิว (discomfort)
ผิวที่แห้งจนถึงแห้งมาก: การปกป้องผิวกลับอ่อนแอลง ริ้วรอยจึงปรากฏออกมาให้เห็น
ผิวผสมจนถึงผิวมัน: บริเวณที่มันวาวรอบจมูกและโหนกแก้ม
ผิวแพ้ง่ายต่อสิ่งแวดล้อม: การตอบสนองโดยทันทีต่อสิ่งเร้าที่ไม่รุนแรงมากก็ตาม

ความไวต่อการเกิดอาการแพ้และการทำให้เกิดภูมิแพ้ (Sensitivity and sensitization)
ความไวหรือความไม่ทนต่อสิ่งเร้าก็ดีนั้นเป็นเรื่องของระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้น…
มารู้จักถึงความแตกต่างกัน : ผิวที่ไวต่อสิ่งเร้าและผิวที่ไม่ทนต่อสิ่งเร้า
ผิวที่ไวต่อสิ่งเร้า(Sensitive skin): ผิวของคุณจะรู้สึกหน่วงๆ และคัน ซึ่งผิวจะไวต่อสายลม ความหนาว และผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม สารทำความสะอาดที่รุนแรง หรือน้ำกระด้าง บางครั้งความไวที่เป็นอยู่นี้กลายเป็นมีความไวมากขึ้น: ประเภทที่ว่าผิวไม่รู้สึกดีขึ้นเลยแม้ว่าจะใช้ครีมที่ให้ความชุ่มชื้นตามมาตรฐานแล้วก็ตาม ซึ่งผิวที่ไม่สามารถทนต่ออะไรได้เลยจึงกลายเป็นผิวที่เกิดอาการแพ้ โดยมักเริ่มจากอาการคัน ปวดหน่วงๆ แดงและหลุดเป็นเกล็ดๆ..
ผิวที่ไม่ทนต่อสิ่งเร้า (Sensitized skin):ความไม่ทนต่อสารทำความสะอาดและสารให้ความชุ่มชื้นบางอย่างเป็นอาการของภูมิแพ้อย่างแท้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปของผื่นแพ้คัน หรืออาการของโรคลมผิษ ซึ่งคุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการแพ้ที่เกิดขึ้น


ขอบคุณที่มา : https://www.eau-thermale-avene.co.th/

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

สิวสเตียรอยด์ รักษาอย่างไร ?

สิวสเตียรอยด์ รักษาอย่างไร ?



สิวสเตียรอยด์ รักษาอย่างไร ?
1. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่จะหยุดใช้ทันทีเลย หรือจะค่อยๆ ลดก็ได้
2. ใช้โฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน ย้ำเลยนะคะว่าต้องอ่อนโยน เพราะหน้าเราจะบอบบางมากๆ
3. พักผิวหน้าก่อนนะคะ สำหรับคนที่แพ้หนักๆ เราต้องเน้นพื้นฟูก่อน ครีมทาผิวทุกประเภท งดได้ งดก่อน และก็งดแต่งหน้าด้วยนะคะ ไม่งั้นยิ่งเห่อนะเออ
4. อย่าลืมทาครีมกันแดด งดอะไรก็งดได้ แต่ครีมกันนแดดนี่พี่ขอเลย แต่ควรเลือกสูตรผิวบอบบาง อ่อนโยน แพ้ง่าย และ SPF ไม่สูงมาก
5. ทายาแต้มสิว เพื่อลดการอักเสบ
6. ดีท๊อกซ์หน้าด้วยไข่ขาวก็ช่วยได้ ควรทำเป็นระยะ ทำติดต่อกัน 3 เดือน
7. ทำใจให้สบาย อย่าคิดมาก ทานน้ำเยอะๆ พักผ่อนเยอะๆ งดอาหารรสจัดทุกชนิด

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ มีอะไรบ้าง ?

1.BIODERMA H2O
สุดยอดแรร์ไอเทม 1 ในของที่ต้องมี ไม่อยากพูดเยอะเจ็บคอ แต่มันคือสุดยอดที่เช็ดเครื่องสำอางค์ ใช้ก่อนล้างหน้า สำหรับผู้ที่มีผิวหน้าบอบบาง แพ้ง่าย ต้องการรับความปลอยประโลม ความอ่อนโยน เอาจริงๆ คือใช้ได้ทุกคนแหละ บอกเลยว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องมีค่ะ ราคารุนแรงไปนิดนึง แต่ซื้อตอนจัดโปร ก็คุ้มอยู่ ขนาด 500 มล. ราคา 950 บาท หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าทั่วไปจ้า

2.BENZAC 5%
หมดปัญหาสิวกวนใจไปเลย สำหรับตัวนี้ ไม่ว่าจะสิวอุดต้น สิวหัวช้าง สิวเห่อ สิวผด สิวอะไรก็ได้มาเถอะ ตัวนี้นางเอาอยู่ทุกสถานการณ์จ้า แต่ข้อควรระวัง คนที่ผิวหน้าบาง ควรแต้มแต่น้อยๆ ระยะเวลา 10-15 นาที ก่อนล้างหน้าด้วยโฟม ทาเป็นประจำทุกวัน สิวจะค่อยๆ ยุบลงและดีขึ้นตามลำดับ หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ขนาด 15 g. ราคา 125 บาท

3.Clinda M

ยาแต้มสิวตัวนี้จะเป็นน้ำใสๆ อารมเหมือนโทนเนอร์ กลิ่นค่อนข้างแรง แต่คุณภาพจัดเต็ม หลังจากที่เราทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว หยิบมันออกมาใช้ค่ะ ทาบริเวณที่เป็น ตรงไหนที่สิวเห่อมันจะรู้สึกคันๆ ยิบร่วมด้วย เนื่องจากเป็นปฎิกิริยาของยาเข้าไปทำลายและยั้บยั้งการทำให้เกิดสิว และป้องกันการติดเชื้อของสิวที่กวนใจเราเนี่ย ไม่ตกใจน๊าา เป็นเรื่องปกติเด้อ ราคาเบาๆ 59 บาท

4.Clindalin gel
ตัวยาเป็นเนื้อเจลใส ใช้แต้มหัวสิวเป็นประจำ สิวยุบแน่นอน สำหรับสิวมีหัว สิวอักเสบ เพราะเป็นเนื้อครีมเวลาทาลงไปแล้ว เลยเกาะติดหัวสิวได้ดี กลิ่นไม่แรง หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ใช้ควบคู่กับ Clinda M ได้เหมือนผลดีชัดเจน ขนาด 10 กรัม ราคา 149 บาท

5.Acne Aid
จัดว่าเป็นน้ำเกลือที่สารพัดประโยชน์มากจริงๆ มีช่วงนึง นางโด่งดังมากนะ รีวิวเพียบ นี่ก็จะมาขอคอมเฟิม อีกที ว่ามันดีจริงๆ ทั้งล้างแผล ล้างคอนแทคเลนส์ ใช้เช็คหน้าแทนโทนเนอร์ได้ หลังจากที่ล้างหน้าเสร็จ ยิ่งเวลาเป็นสิวอักเสบ เช็คแล้วรู้สึกหน้าสะอาดเว่อร์วัง ให้ความรู้สึกเชื้อแบคทีเรียในสิวต้องหายไปในบรรดล หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ขนาด 500 มล. ราคา 45 บาท

6.น้ำเกลือ Klean&Kare
น้ำแร่ลาโรช ตัวนี้ใช้ฉีดได้เรื่อยๆ ก่อนแต่งหน้า หลังแต่งหน้า หรือในเวลาที่ต้องการความสดชื่น ต้องการความชุ่มชื้น คือได้หมด ช่วยลดการระคายเคือง เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวหน้า ทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย อิ่มน้ำ สุขภาพดี ขนาด 50 มล. ราคา 220 บาท

7.น้ำแร่ La Roche-Posay
สำหรับคนที่เป็นสิวสเตียรอยด์ การประโลมผิวด้วยเจลว่านหางเนี่ยล่ะ คือดีที่สุดแล้ว เพราะเจลจะช่วยถนอมและบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื่น คืนความยืดหยุ่นให้กับผิว พร้อมปรับสภาพสีผิวที่หมองคล้ำให้ขาวกระจ่างใส และช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมออย่างเป็นธรรมชาติ ขนาด 25 กรัม ราคา 75 บาท

8.Burnova Gel
สมูทอีจะช่วยรักษาและฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ ลดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น รอยสิว แผลเป็นสิว แผลเป็น รอยแผลเป็น จุดด่างดำ ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส ช่วยให้รอบแผลเป็นอ่อนนุ่มลงได้ และมีส่วนช่วยลดอาการอักเสบของสิว ประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ขนาด 40 กรัม ราคา 325 บาท

9.Smooth E Cream
ครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว SPF30 PA++ ครีมกันแดดเนื้อครีมขาว เกลี่ยง่าย ขึ้นชื่อในเรื่องความอ่อนโยนเหมาะกับคนผิวแพ้ง่าย เป็นครีมกันแดดที่ก่อให้เกิดการอุดตันน้อย ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยสารกันแดดที่มี SPF 30 PA++ นอกจากนี้ยังใส่สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเพื่อลดการระคายเคืองที่เกิดจากแสงแดดมาให้อีกด้วย ขนาด 20 กรัม ราคา 239 บาท

10.Spectra Ban SPF 30
สุดท้ายนี้ ทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลาในการทำงานของผลิตภัณฑ์ จะให้เห็นผลรวดเร็วทันทีไม่ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเคสของผิวหน้าที่เป็นด้วย ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปอย่าคิดมาก อย่านอยด์ อย่าจิตตก พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อย 8 แก้วเป็นอย่างต่ำเลยนะคะ เพื่อให้ดื่มขับสารสเตียรอยด์ออกจากร่างกายของเรา ยิ้มเข้าไว้ เดี๋ยวก็หายแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้กับทุกคนๆ ที่กำลังประสบปัญหาสิวสเตียรอยด์นะคะ รักนะคะ ^^

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เทคนิคดูแลผิวแพ้ง่าย

เทคนิคดูแลผิวแพ้ง่าย


การดูแลผิวแพ้ง่ายนั้นไม่ยากเลยค่ะ อาศัยการดูแลผิวแบบพื้นฐานก็เพียงพอแล้ว การใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพง หรือการไปทำทรีตเม้นท์ต่าง ๆ ไม่สำคัญ และไม่มีความจำเป็นเท่าการดูแลผิวให้ถูกวิธีในทุก ๆ วัน ซึ่งทำได้โดย
  • การรักษาผิวให้สะอาดอยู่เสมอ ทำความสะอาดเครื่องสำอางและสิ่งตกค้างให้หมดในทุกๆ วัน เป็นการเตรียมผิวเพื่อพร้อมรับการบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว หลีกเลี่ยงกลุ่มที่เป็นสบู่เพราะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม “soap free” และมีค่า pH ที่เหมาะสมใกล้เคียงกับผิวมากที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงกลุ่มที่มี scrub หรือสารขัดผิวต่าง ๆ
  • ถ้าแต่งหน้า แนะนำให้ใช้ make up remover สำหรับเครื่องสำอางกันน้ำ หรือ waterproof ซึ่งล้างออกยากกว่าปกตินั้นไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารกันเสีย
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า “hypoallergenic” หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย
  • การเลือกครีมบำรุง นอกจากจะเลือกกลุ่มที่ไม่มีน้ำหอมและสารกันบูดแล้ว ครีมที่มีสารต้านการอักเสบ ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ก็เป็นหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่ได้ผลดี
  • ยารักษาสิว มักจะมีคุณสมบัติทำให้ผิวระคายเคืองอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม retinoids หรือที่บางคลินิคเรียกว่ายาละลายหัวสิว ดังนั้นในคนที่มีผิวบอบบาง ผิวระคายเคืองง่ายอาจจะต้องปรับวิธีการใช้ยา โดยทาทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก หรือทาครีมบำรุงก่อนทายา
  • สุดท้ายคือ ครีมกันแดด แนะนำให้ใช้เสมอนะคะ กลุ่มที่เป็น Physical sunscreen มักจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่ากลุ่ม chemical sunscreen

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง



ผื่นแดง แห้งเป็นขุย มีอากาคันยุบยิบ เป็นๆหายๆ หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำ มีอาการคันมากขึ้นเมื่อเหงื่อออก ยิ่งเกา ยิ่งคัน  ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ แก้ม คอ ข้อพับแขนและขา
ในเด็กมักพบบริเวณใบหน้าและศีรษะ ในเด็กบางคนเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะดีขึ้นเหลือเพียงผิวแห้ง
คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักพบว่าแพ้แมลง ยุง มด จะทำให้มีอาการคัน และเป็นผื่นได้ง่าย มีอาการนานกว่าคนทั่วไป และนอกจากนี้อาจมีอาการแพ้จากการที่ผิวหนังสัมผัสกับสารบางชนิดได้ง่าย เช่น แพ้ครีมกันแดด ยาย้อมผม โลหะ

อาการที่พบร่วม
คนที่เป็นภูมแพ้ผิวหนังมักมีผิวแห้ง มีอาการคันง่าย จึงมักเกาจนเป็นแผลที่ผิวหนังทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
หากติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นตุ่มหนอง หากติดเชื้อไวรัสจะเป็นหูด ในเด็กมักพบเป็นหูดข้าวสุก ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามรถติต่อได้จากการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกัน

การวินิจฉัย
วินิจฉัยจาการซักประวัติอาการทางผิวหนัง ประวัติครอบครัว การตรวจร่างกาย และการตรวจ Patch Test เพื่อตรวจหาชนิดของสารเคมี หรือโลหะที่แพ้ โดยนำสารต่างๆที่คาดว่าจะแพ้ใส่ลงใน Finn Chamber แปะไว้ที่หลัง 3 วัน แล้วเปิดดูปฏิกิริยาของคนไข้กับสารเคมีหรือโลหะเหล่านั้น

การรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค
  • ระยะเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำและน้ำเหลืองควรใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือที่สะอาดประคบแผล ให้น้ำเหลืองแห้งก่อน จึงตามด้วยการทายา ยาที่ได้ผลเร็วคือยาเสตียรอยด์ เมื่อผื่นหายแล้วต้องหยุดยา ไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์มาทางเอง เพราะจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว
  • ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ควรใช้ยาที่ไม่มีเสตียรอยด์ทา และรับประทานยาแก้แพ้ แต่หากมีอาการรุนแรงมากแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาสเตียรอยด์ หรือฉายแสงอัลตร้าไวโอเลต ที่เรียกว่า phototherapy ซึ่งช่วยกดภูมิในร่างกาย ไม่ให้ไวต่อสิ่งแวดล้อม และผลข้างเคียงน้อยกว่าการรับประทานยาสเตียรอยด์

การป้องกัน
  • ทำความสะอาดร่างกายและล้างมืออยู่เสมอ
  • ใช้สบู่อ่อนๆ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารกันเสีย และอ่อนโยนต่อผิว
  • ทาโลชั่นทุกครั้งหลังอาบน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่รัดมาก เนื้อหยาบหนา หรือผ้าขนสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว
  • หลีกเลี่ยงสถานที่ ที่มีฝุ่นละออง แมลงและยุงชุกชุม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย


ขอบคุณที่มา : https://www.bangkokhospital.com/

อโรมาเธอราพี กับการรักษาโรคภูมิแพ้

อโรมาเธอราพี กับการรักษาโรคภูมิแพ้


หลักการของอโรมาเธอราพี

          อโรมาเทอราพีมีต้นกำเนิดในสมัยอียิปต์โบราณ โดยใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพร เช่น ราก ใบ ดอก เปลือก เมล็ด เป็นต้น มาใช้ในการรักษาเพื่อส่งเสริมให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตผ่อนคลายและสบายขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง ปัจจุบัน อโรมาเทอราพีจัดว่าเป็นการรักษาแบบทางเลือก การรับความรู้สึกโดยการสูดดมเชื่อมต่อกีบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ กลิ่นจึงมีอิทธิพลโดยตรงต่อคนอย่างมาก สามารถกำหนดอารมณ์คนได้ ประโยชน์ของอโรมาเทอราพีซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น ลดคามเครียด ทำให้จิตใจสงบ บรรเทาอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ เป็นต้น

อโรมาเธอราพีกับโรคภูมิแพ้

             อโรมาเทอราพีที่ใช้บรรเทาอาการภูมิแพ้ ได้แก่ การนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมน้ำอาบ ผสมในเทียนหอม ใช้ผสมในน้ำมันนวดตัว การสูดดมน้ำมันหอมระเหยจะกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อ ป้องกันอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการอักเสบ ทำให้สมองตื่นตัว น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้จะต้องเป็นสารที่ไม่กระตุ้นให้อาการแพ้กำเริบ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์และใช้อย่างระมัดระวัง

ข้อควรระวัง

  • ห้ามรับประทานน้ำมันหอมระเหยชนิดเข้มข้นและระวังอย่าให้เข้าตา ต้องทำให้เจือจางก่อนนำมาทางผิวหนัง ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังและลมพิษห้ามทาเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์ที่เป็นส่วนผสมในน้ำมันหอมระเหยอาจทำให้อาการแพ้กำเริบได้
  • ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ผิวหนังและทางเดินหายใจไม่ควรใช้ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้มากขึ้น
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดควรเตรียมยาแก้หอบหืดแบบฉุกเฉินไว้ขณะที่ใช้วิธีนี้ในครั้งแรก
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ระหว่างการใช้น้ำมันหอมระเหยควรหยุดใช้ทันที
  • ควรสอบถามความเห็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอโรมาเทอราพีก่อนใช้น้ำมันหอมระเหย

ขอบคุณที่มา : https://www.honestdocs.co/

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โรคภูมิแพ้ สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้ สาเหตุเกิดจากอะไร



โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติแล้วสารเหล่านี้จะไม่มีผลอันตรายต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อ ฝุ่น เชื้อราในอากาศ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานเป็นประจำ โรคภูมิแพ้จัดอยู่ในโรคที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย เรียกได้ว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศจะมีปัญหาโรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากอะไร

1. กรรมพันธุ์ ถ้าในครอบครัวมีคนเป็นภูมิแพ้ 2 ใน 4 คน นั่นหมายถึงว่า อัตราเสี่ยงของรุ่นต่อไปก็จะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าพ่อหรือแม่เป็น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปด้วย และเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง
2. สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้มักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนมักจะเป็นภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ไม่ว่าจะเข้าโดยการหายใจ การรับประทาน หรือการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีคนแพ้มากที่สุด คนที่แพ้อาจมีผื่นลมพิษทันทีภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หรือการทำงานบ้านที่ต้องเจอกับฝุ่น การออกไปนอกบ้านที่ต้องเจอกับควันและมลพิษ การแพ้ขนของแมวหรือสุนัข ล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้อาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมที่ทำให้อาการกำเริบหรือเป็นรุนแรงขึ้น เช่น อากาศที่หนาวเย็นจนเกินไปหรืออากาศเปลี่ยนกะทันหัน
ขอบคุณทีมา : https://www.honestdocs.co